การทำความสะอาดบ้าน

การทำความสะอาดบ้าน

วิธีทำความสะอาดบ้านควรทำจากที่สูงลงมาที่ต่ำ ดังนี้
1.    ทำความสะอาดเพดาน
2.    ทำความสะอาดฝาผนัง
3.    ทำความสะอาดประตู หน้าต่าง
4.    ทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์
5.    ทำความสะอาดพื้น

การทำความสะอาดเพดาน  ควรใช้ไม้กวาดหยากไย่กวาดใยแมงมุมออกให้สะอาดสัปดาห์ละครั้ง หรือทันทีที่พบเห็นเนื่องจากใยแมงมุมจะทำให้ฝุ่นละองงไปติดทำให้เพดานสกปรก ไม่สวยงานฝุ่นละอองฟุ้งกระจายเมื่อลมพัดวน ทำความสะอาดีควรหาพลาสติกมาคลุมสิ่งขอที่วางอยู่บนพื้น เพื่อป้องกันหยากใย่และฝุ่นละออกตกลงมาเลอะเทอะทำให้ไม่ต้องทำความสะอาดยาก เพราะเมื่อทำความสะอาดเสร็จก็รวบพลาสติกที่คลุมไปสะบัดฝุ่นออกเท่านั้น

การทำความสะอาดฝาผนัง  ควรทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้ง ถ้าฝาผนังเป็นไม้กระดานให้ทำความสะอาดโดยใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดฝุ่นออกอีกครั้ง แล้วนำผ้าชุบน้ำบิดหมาด ๆ เช็ดให้ทั่วถ้าฝาผนังเป็นปูนอาจใช้ไม้กวาดดอกหญ้ากวาดลงเบาๆ แล้วใช้ผ้าชุบน้ำเช็ด หรือถ้าสกปรกมาก เช่น เลอะคราบน้ำมันให้ใช้ฟองน้ำหรือแปรงขัดกับน้ำผงซักฟอกแล้วใช้ผ้าชุบน้ำเช็ด ให้สะอาด

การทำความสะอาดประตู หน้าต่าง  ประตูหน้าต่างเป็นไม้ ให้เช็ดฝุ่นด้วยผ้าแห้งและใช้ไม้กวาดขนไก่ปัดฝุ่นก่อน แล้วจึงใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดอีกครั้ง แต่ถ้าประตูหน้าต่างเป็นกระจกควรเช็ดด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ ใช้ทีฉีดน้ำทีกระจก แล้วเช็ดด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์จนกระจกใสไม่มีรอยขุย

การทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ การทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ เช่น หลังตู้ บนโต๊ะ หรือชั้นวางของ ให้ใช้ไม้กวาดขนไก่ปัดฝุ่นออกก่อน เพื่อจะได้ทำความสะอาดได้อย่างทั่วถึง ถ้าตู้ โต๊ะ หรือชั้นวางของ สกปรกมาก อาจใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดทำความสะอาด

การทำความสะอาดพื้น  เมื่อทำ ความสะอาดส่วนอื่นเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงทำความสะอาดพื้นโดยเริ่มจากการกวาด ควรกวาดตามทิศทางลม เพื่อไม่ให้ฝุ่นย้อนกลับมา กวาดใต้ตู้ ใตโต๊ะ ใต้เตียง และซอกมุมต่าง ๆ ให้ทั่วด้วยการกวาดไปในทิศทางเดียวกัน แล้วกวาดมากองรวมกันไว้เพื่อให้โกยผลได้สะดวกก ถ้าพื้นปูพรมควรใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอ

การคิดค่าไฟด้วยตนเอง

ที่มา วารสารภายใน การไฟฟ้านครหลวง  ปีที่ 18 ฉบับที่ 178 กรกฏาคม 2541

จากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในปัจจุบัน ส่งผลทำให้หลายบ้านต้องสำรวจและควบคุมค่าใช้จ่าย ในการครองชีพของตัวเองไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการกินอยู่ตลอดจนค่าใช้จ่ายในด้านสาธารณูปโภค เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ค่าน้ำมันรถ เพื่อให้เพียงพอกับเงินรายได้ที่ตนได้รับ สำหรับค่าใช้จ่ายที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ค่าไฟฟ้านั้น เรามีวิธีตรวจสอบค่าใช้จ่ายว่า เราใช้ไฟฟ้าไปกี่หน่วย จะต้องเสียค่าใช้จ่าย เป็นจำนวนเงินเท่าไร อีกทั้งยังสามารถหาแนวทางการประหยัดไฟฟ้าได้อีกด้วย

ก่อนที่เราจะทราบอัตราค่าไฟฟ้านั้น เราควรจะทราบว่า เครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆ ใช้ไฟฟ้าหรือกินไฟเท่าไหร่เสียก่อน โดยสังเกตคู่มือการใช้งานหรือแถบป้ายที่ติดอยู่กับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เขียนว่า กำลังไฟฟ้า มีหน่วยเป็นวัตต์ (Watt) ถ้าเครื่องใช้ไฟฟ้ามีจำนวนวัตต์มาก ก็กินไฟมากตามไปด้วย ดังนั้นท่านสามารถคำนวณดูจากเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในบ้านท่านว่ามีเครื่องใช้ไฟฟ้ากี่ชนิดแต่ละชนิดกินไฟกี่วัตต์ และเปิดใช้งานประมาณเดือนละกี่ชั่วโมง หลังจากนั้นท่านก็นำมาคิดคำนวณ ท่านจะทราบว่าในแแต่ละเดือนท่านใช้ไฟฟ้าไปประมาณกี่หน่วยเพื่อเป็นแนวทางในการประหยัดค่าไฟฟ้าได้

สำหรับการใช้ไฟฟ้า 1 หน่วยหรือ 1 ยูนิตคือ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาด 1,000 วัตต์ที่ใช้งานใน 1 ชั่วโมง หรือใช้สูตรการคำนวณดังนี้

กำลังไฟฟ้า (วัตต์)ชนิดนั้นๆ  x จำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้า ÷1000 x จำนวนชั่วโมงที่ใช้งานใน 1 วัน = จำนวนหน่วยหรือยูนิต

ตัวอย่าง บ้านอยู่อาศัยทั่วไป สมมุติว่าบ้านของท่านมีเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมด 6 อย่างดังต่อไปนี้ สังเกตจำนวนวัตต์เพื่v

คำนวณ การใช้ได้จากป้ายที่ติดหรือคู่มือของเครื่องใช้ไฟฟ้า

1. มีหลอดไฟฟ้าขนาด 40 วัตต์ (รวมบัลลาสต์อีก 10 วัตต์ เป็น 50 วัตต์) จำนวน 10 ดวง เปิดใช้ประมาณวันละ 6 ชั่วโมง จะใช้ไฟฟ้าวันละ 50×10÷1,000×6 = 3 หน่วย หรือประมาณเดือนละ (30×3)=90 หน่วย

2. หม้อหุงข้าว ขนาด 600 วัตต์ จำนวน 1 ใบ เปิดใช้ประมาณวันละ 30 นาที จะใช้ไฟฟ้าวันละ 600×1÷1000×0.5=0.3 หน่วย หรือประมาณเดือนละ (30×0.3)=9 หน่วย

3. ตู้เย็น ขนาด 125 วัตต์ จำนวน 1 ตู้ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง สมมุติคอมเพรสเซอร์ทำงาน 8 ชั่วโมง จะใช้ไฟฟ้าวันละ 125×1÷1000×8= 1 หน่วย หรือประมาณเดือนละ (30×1)= 30 หน่วย

4. เครื่องปรับอากาศ ขนาด 2,000 วัตต์ จำนวน 1 เครื่อง เปิดวันละ 12 ชั่วโมง สมมุติคอมเพรสเซอร์ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง จะใช้ไฟฟ้าวันละ 2,000×1÷1000×8= 16 หน่วย หรือประมาณดือนละ (30×16)= 480หน่วย

5. เครื่องปรับอากาศ ขนาด 1,300 วัตต์ จำนวน 1 เครื่อง เปิดใช้งานวันละ 8 ชั่วโมง สมมุติคอมเรสเซอร์ทำงานวันละ 5 ชั่วโมง จะใช้ไฟฟ้าวันละ 1,300×1÷1,000×5= 6.5 หน่วย หรือประมาณวันละ (30×6.5) = 195 หน่วย

6. เตารีดไฟฟ้า ขนาด 800 วัตต์ จำนวน 1 เครื่อง เปิดวันละ 1 ชั่วโมง จะใช้ไฟฟ้าวันละ 800×1÷1000×1 = 0.8 หน่วย หรือประมาณเดือนละ (30×0.8)= 24 หน่วย

7. ทีวีสีขนาด 100 วัตต์ จำนวน 1 เครื่อง เปิดใช้งานวันละ 3 ชั่วโมง จะใช้ไฟฟ้าวันละ 100×1 ÷x3 = 0.3 หรือประมาณเดือนละ (30×0.3) = 9 หน่วย

8. เครื่องทำน้ำอุ่น ขนาด 4,500 วัตต์ จำนวน 1 เครื่อง เปิดใช้งานวันละ 1 ชั่วโมงจะใช้ไฟฟ้าวันละ 4,500×1÷1000×1=4.5 หน่วย หรือประมาณเดือนละ (30×4.5) = 135 หน่วย

9. เตาไมโครเวฟ ขนาด 1,200 วัตต์ จำนวน 1 เครื่อง เปิดใช้งานวันละ 30 นาที จะใช้งานวันละ 1,200×1 ÷1000×0.5 = 0.6 หน่วย หรือประมาณเดือนละ (30×0.6) = 18 หน่วย

ดังนั้นในแต่ละเดือนบ้านของท่านใช้ไฟฟ้าไปทั้งหมดประมาณ 990 หน่วย จากนั้นท่านก็สามารถคำนวณค่าไฟฟ้าของท่านได้ตามอัตราค่าไฟฟ้าดังนี้

อัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ซึ่งมีผู้ใช้ไฟฟ้าเป็นจำนวนมากแบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่

1. ประเภทมีการใช้พลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือนมีอัตรา ดังต่อไปนี้ (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ค่าไฟฟ้าต่ำสุด คือ ไม่มีการใช้ไฟฟ้า 4.67 บาท
5 หน่วย (กิโลวัตต์ชั่วโมง) แรก (หน่วยที่ 1-5) เป็นเงิน 4.96 บาท
10 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 6-15) หน่วยละ 0.7124 บาท
10 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 16-25) หน่วยละ 0.8993 บาท
10 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 26-35) หน่วยละ 1.1516 บาท
65 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 36-100) หน่วยละ 1.5348 บาท
50 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 101-150) หน่วยละ 1.6282 บาท
250 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 151-400) หน่วยละ 2.1329 บาท
เกินกว่า 400 หน่วย (หน่วยที่ 401เป็นต้นไป) หน่วยละ 2.4226 บาท

2 ประเภทปริมาณการใช้ไฟฟ้าเกินกว่า 150 หน่วยต่อเดือนมีอัตราดังต่อไปนี้(ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ค่าไฟฟ้าต่ำสุด คือ ไม่มีการใช้ไฟฟ้า เดือนละ 83.18 บาท
35 หน่วย(กิโลวัตต์ชั่วโมง) (หน่วยที่ 1-35) เป็นเงิน 85.21 บาท
115 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 36-150) หน่วยละ 1.1236 บาท
250 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 151-400) หน่วยละ 2.1329 บาท
เกินกว่า 400 หน่วย (หน่วยที่401เป็นต้นไป) หน่วยละ 2.4226 บาท

ปัจจุบัน การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ยังไม่มีการปรับโครงสร้างค่ากระแสไฟฟ้าแต่อย่างใด ซึ่งอัตราค่าไฟฟ้าที่ใช้ในปัจจุบันได้เริ่มใช้มาตั้งแต่เดือนมกราคม 2540 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตามการคิดค่าไฟฟ้านั้น มีปัจจัยอย่างหนึ่งที่จะต้องมาคำนวณด้วย นั้นก็คือค่าการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือที่เราเรียกว่าค่า Ft (Energy Adjustment charge) หลายท่านคงสงสัยว่าค่า Ft คืออะไร ความหมายของค่าดังกล่าวคือเป็นตัวประกอบ ที่ใช้ในการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติมีค่าเป็นสตางค์ต่อหน่วยใช้สำหรับปรับค่าไฟฟ้าที่ขึ้นลง ในแต่ละเดือนโดยนำไปคูณ กับหน่วยการใช้ประจำเดือน ค่า Ft ดังกล่าวอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ทั้งนี้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถตรวจสอบได้จากใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีค่าไฟฟ้าประจำเดือนนั้นๆ

ตัวอย่างวิธีการคิดค่าไฟฟ้า
สมมุติว่าเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท 1.2 ใช้ไฟฟ้าไป 990 หน่วย

35 หน่วยแรก 85.21 บาท
115 หน่วยต่อไป (115×1.1236 บาท) 129.21 บาท
250 หน่วยต่อไป (250×2.1329 บาท) 533.22 บาท
ส่วนที่เกินกว่า 400 หน่วย (990-400 = 590 x 2.4226 บาท) 1,429.33 บาท
รวมเป็นเงิน 2,176.97 บาท

คำนวณค่า Ft โดยดูได้จากใบแจ้งหนี้/ใบเสร็จรับเงิน หรือสอบถามจากการไฟฟ้านครหลวง
ตัวอย่าง       ค่า Ft มิถุนายน 2541 หน่วยละ 5.45 สตางค์

990 หน่วย x 0.05045 บาท 499.46 บาท
รวมเงิน 2,176.97+499.46 = 2,676.43 บาท
ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% = 2,676.43 x 7/ 100 = 187.35 บาท
รวมเป็นเงิน 2,863.78 บาท ค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บ 2,863.75 บาท

หมายเหตุ ในกรณีที่คำนวณค่าไฟฟ้าแล้วเศษสตางค์ที่คำนวณได้มีค่าต่ำกว่า 12.50 สตางค์ กฟน. จะทำการปัดเศษลง ให้เต็ม จำนวน ทุกๆ 25 สตางค์ และถ้าเศษสตางค์ มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 12.50 สตางค์ กฟน.จะปัดเศษขึ้นให้เต็มจำนวนทุก ๆ 25 สตางค์

สำหรับตัวอย่างการคิดค่าไฟฟ้าที่ให้มาข้างต้นนี้ท่านสามารถนำไปคำนวณการใช้ไฟฟ้าในบ้านของท่านได้ เพื่อเป็นแนวทางในการประหยัดค่าไฟฟ้า อย่างไรก็ตามการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพนั้น ท่านควรรู้จักเลือกเครื่องไฟฟ้าให้เหมาะสมกับการใช้งาน และใช้เท่าที่จำเป็นซึ่งจะช่วยให้ท่าน สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้เป็นอย่างมาก

ที่วางสบู่ทำจากลวด


ที่วางสบู่ทำจากลวด

            เราได้ทำสบู่ไปสองแบบแล้วครับ ที่นี่เราจะมาทำที่วางสบู่บ้างล่ะ อันนี้เป็นงานลวดครับ ต้องจับดัด ตัด ลวดค่อนข้างแข็งก็ต้องใช้เครื่องทุนแรงนิดหน่อย ก็คีมที่เรามีใช้กันบ้างท่านอาจมีอยู่ที่บ้านแล้ว แบบที่ทำก็เป็นตัวอย่างอาจดัดแปลงแบบแบบอื่นก็ได้ตามสะดวกครับ

 เครื่องมือ  
 1

คีมตัดลวด 

 2 ดินสอหรือวัสดุที่ใช้เป็นแกนในการดัดลวด 
วัตถุดิบ
1 ลวด มีขายตามร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้าง อาจใช้ไม้แขวนเสื้อที่เป็นโครงอลูมิเนียมก็ได้ครับ
 2 สี  แบบสเปรย์พ่นหรือทา (ควรเป็นสีน้ำมัน) ก็ได้  เลือกสีตามต้องการ  

 

วิธีทำ

ใช้คีมตัดลวดยาว 88 เซนติเมตรแล้วพับครึ่ง
ลงบนด้ามดินสอแล้วบิดหมุนทำเกลียวสองสามรอบ
จับลวดข้างหนึ่งยาว 16 เซนติเมตรดัดให้เป็นรูป
หัวใจแล้วจบปลายโดยการพันเป็นเกลียวอีก (ดูรูป)
ดัดปลายลวดที่เหลือทั้งสองข้างเข้าหากัน
แล้วดัดส่วนปลายให้เป็นตะขอเกี่ยวกันไว้แล้ว
ดัดให้เป็นรูปไข่ให้เสมอเท่ากันตามรูปร่างของสบู่
ตัดลวดยาว 14 เซนติเมตร 4 เส้น
ปลายแต่ละเส้นทำเป็นตะขอเกี่ยวแล้วจัด
เป็นรูปกากะบาดสองชุดวางเรียงตามรูป


งานลวดเป็นงานที่ทำแล้ว ผลงานจะให้ความรู้สึกไปอีกแบบ ถ้าเป็นลวดเส้นโตๆจะเจ็บมือหน่อยนะครับ แม้จะใช้คีมแล้วก็ตาม ถ้ามีถุงมือผ้าก็จะทำให้จับได้กระชับแล้วนุ่มมือขึ้น ลองทำดู เสร็จแล้วอย่าลืมส่งรูปผลงานมาอวดกันบ้างล่ะ

 

โมบายกระดาษสี

โมบายกระดาษสี

          โมบายเป็นอุปกรณ์ตกแต่งภายในอย่างหนึ่งที่ทำให้บ้านเรามีบรรยากาศที่น่าอยู่มากขึ้น ดูมีชีวิตชีวา เราสามารถสร้างห้องภายในบ้านของเราให้มีบรรยากาศไปในแนวที่เราต้องการ โมบายสามารถทำได้จากวัสดุหลายชนิดแล้วแต่จะเลือก วันนี้เราจะทำจากกระดาษก่อนนะครับ ก็ใช้กระดาษสีธรรมดา หรือจะดัดแปลงใช้กระดาษสีแบบอื่นเช่น แบบที่มีความมันเงาก็ได้ ก็จะดูสวยไปอีกแบบแต่ราคากระดาษก็จะแพงตามไปด้วยครับ
วัสดุที่ต้องใช้
 
1 กระดาษสี หลายๆสี
2 กาวลาเท็กซ์
3 กระดาษแข็งแบบบาง
4 ด้ายสีขาวหรือสีอื่นๆ
เครื่องไม้เครื่องมือ
 
1 กรรไกร
2 ดินสอ
3

ที่เจาะรู

วิธีทำ
ก่อนอื่นต้องใช้ดินสอร่างแบบลงบนกระดาษแข็งเพื่อทำรูปสัตว์ต่างๆ มีปลาหมึกตัวใหญ่  ปลาหลายๆชนิด ปลาดาว ร่างแบบแบบฟรีแฮนด์ ได้เลยครับ วาดออกมาประมาณแปดตัวขนาดและแบบต่างๆกันตามต้องการ จากนั้นใช้กระดาษแข็งนี้วาดแบบลงกระดาษสีอีกครั้ง ทำแบบละ 2 แผ่น อย่าลืมสลับด้านซ้าย – ขวาด้วยนะครับ จากนั้นใช้กรรไกรตัดออกมาให้มีขนาดโตกว่ากระดาษแข็งเล็กน้อย
นำกระดาษสีที่ตัดเสร็จแล้วมาพับขอบเข้าไปเล็กน้อยแล้วฉีกออกให้เป็นรอยฉีกตลอดแนวขอบ ทำทั้งสองด้าน
นำกระดาษสีมาทากาวประกบกันโดยมีกระดาษแข็งอยู่ตรงกลาง จัดให้ขอบกระดาษสีที่มีรอยฉีกเหลื่อมกัน เมื่อเรามองจะเห็นสีขอบเป็นสีขาวๆตามแนวขอบกระดาษ ตัดกระดาษสีอื่นที่โทนสีตัดกันทำเป็น ลูกตา ลวดลาย
ส่วนปลาหมึกทำแยกเป็นสองชิ้น ชิ้นบนกับชิ้นล่าง ชิ้นบนให้ใช้กรรไกรตัดบากตรงกลางส่วนที่เป็นหนวด ส่วนชิ้นล่างบากตรงกลางส่วนหัว เมื่อนำมาสวมกัน เมื่อมองจากด้านบนจะเห็นเป็นรูปเลขบวก (ดูรูปถัดไป) ใช้ที่เจาะรูเจาะปลายหนวดปลาหมึก
นำปลาสีและขนาดต่างๆมาผูกร้อยกับด้ายสลับกัน ต้องทดลองแขวนเพื่อหาสมดุลย์ ตรงนี้ค่อยๆทำนะครับ หากไม่ได้สมดุลย์จริงๆอาจทำปลาเพิ่ม


อันนี้เป็นแบบง่ายๆนะครับดัดแปลงรูปแบบได้ตามสะดวก จะทำโมบายอะไรก็ขอให้มีเรื่องราวไปในทางเดียวกัน เช่น ทะเล ก็มีรูปปลาทะเลต่างๆ  รูปเพื่อนๆ ก็อาจเอารูปเพื่อนมาติดบนกระดาษสีที่ทำเหมือนกรอบรูป อวกาศ ก็วาดเป็นรูปดวงดาว ยานอวกาศ อะไรทำนองนี้ ขอให้สนุกกับงานประดิษฐ์ครับ

 

โคมไฟสไตร์จีน

โคมไฟ สไตร์จีน

          เรื่องงานประดิษฐ์ผมก็พยายามหาอะไรที่ทำง่ายๆมาให้ดูกันพอเป็นไอเดีย เวลาทำหากอาจดัดแปลงวัสดุตามแนวความคิดของตัวเองก็ได้นะครับ จะทำให้มีรูปแบบแปลกๆออกมาเพิ่มอีก โคมไฟนี้ทำจากกระดาษซึ่งเป็นวัสดุติดไฟง่าย ดังนั้นไม่ควรใช้หลอดไฟที่มีกำลังวัตต์สูงๆ เพราะหลอดอาจจะร้อนมากเกินไป และไม่ควรเปิดทิ้งไว้โดยไม่มีใครอยู่บ้านนะครับ อันที่จริงอาจใช้วัสดุอื่นแทนก็ได้ หรือใช้กระดาษลองทำดูก่อน ชอบแล้วจึงใช้วัสดุอื่นที่ทนไฟและสวยงามมาดัดแปลงอีกที อาจเป็นแผ่นพลาสติกสี ฟิวเจอร์บอร์ด ฯลฯ แล้วแต่จะเลือก ก็ขอให้สนุกกับการทำโคมไฟอีกแบบครับ
วัสดุที่ต้องใช้
 
1 กระดาษลูกฟูกขนาด 35*26 ซม. สีน้ำตาล หรือสีอื่นก็ได้ ซื้อได้ตามร้านขายเครื่องเขียนทั่วไป
2 สีสเปรย์สีทอง มีขายตามร้านขายเครื่องมือก่อสร้าง โฮมโปร โฮมเวิรค์
3 ไม้เสียบลูกชิ้นแบบยาว หาซื้อได้ตามร้านขายของชำในตลาดสดหรือตามห้างฯ
4 กระดาษหนังสือพิมพ์เก่า สำหรับรองกันเปื้อนเวลาพ่นสี
ครื่องไม้เครื่องมือ
 
1 บรรทัดเหล็ก ถ้าไม่มีก็ใช้ไม้บรรทัดธรรมดากว้างประมาณ 3 ซม.
2 ปากกาหรือดิยสอ
3 มีดคัตเตอร์คมๆ
4 แผ่นรองตัด
วิธีทำ
ตีเส้นเป็นบรรทัดๆ ตามความกว้างชองไม้บรรทัด  ตีเส้นยาวตลอดความกว้างของกระดาษลูกฟูก (ด้านเรียบ)
ใช้มีดคมๆกรีดตัดตามรอยเส้นที่ตีไว้ โดยกรีดช่องเว้นช่อง จากนั้นเลื่อนบรรทัดลงมากรีดแบบเดียวกัน ทำแบบนี้ซ้ำตลอดทั้งหน้ากระดาษ
กรีดแบบเดียวกัน แต่ทำในช่องที่ยังไม่ได้กรีด โดยกรีดระหว่างรอยตัด 2 รอย ทำไปเรื่อยๆจนหมดหน้ากระดาษ ทำเสร็จแล้วจะเห็นรอยคล้ายแนวก่ออิฐ (อิฐมอญที่ช่างปูนก่อขึ้นเพื่อสร้างกำแพงบ้าน)
นำกระดาษมารองพื้นกันเปื้อนแล้วพ่นสีทอง พ่นด้านเรียบด้านเดียวนะครับ
คราวนี้คว่ำกระดาษให้ด้านลูกฟูกอยู่บน นำไม้เสียบมาเสียบตามรูที่กรีดช่องไว้ ที่ขอบกระดาษให้ไม้ยื่นออกมาประมาณ 1 นิ้วเพื่อเป็นขาตั้ง
ตัดขอบกระดาษออกประมาณ ครึ่งนิ้วเพื่อไม่ให้ยาวเกินไป
จับขอบกระดาษทั้งสองข้างมาประกบกัน นำไม้เสียบมาร้อยรูกระดาษทั้งสองชั้นที่ซ้อนกันอยู่เพื่อให้ติดกัน จัดให้ดูเรียบร้อย

การทำแมลงจากกระป๋อง

แมลงจากกระป๋องน้ำอัดลม

แมลงลายสวยๆจากกระป๋องน้ำอัดลมหรือแระป๋องเบียร์

               คราวนี้เราจะนำของเหลือใช้มาทำเป็นงานสร้างสรร กระป๋องน้ำอัดลมหรือกระป๋องเบียร์ที่เรามักจะโยนทิ้งนำมาล้างให้สะอาดแล้วเช็ดให้แห้ง ใช้กรรไกรตัดออกมาเป็นแผ่นๆใช้สำหรับเป็นวัสดุในการทำงานชิ้นนี้ คุณอาจนำหลักการนี้ไปดัดแปลงทำเป็นโมเดลหรือแบบจำลองอื่นๆได้มากมาย ควรระวังขอบกระป๋องหรือแผ่นโลหะที่ได้ตัดออกมาแล้วและมีความคมจะบาดนิ้วมือด้วยนะครับ

วัสดุที่ต้องใช้

1 กระดาษแก้ว
2 กระป๋องน้ำอัดลม หรือกระป๋องเบียร์  
3 เทปใส
4 แบบตัวแมลง  คุณอาจวาดเป็นอย่างอื่นก็ได้ครับ

เครื่องมือที่ต้องใช้

1 ดินสอ
2 กรรไกรสำหรับตัดกระป๋อง ควรใช้กรรไกรที่สามารถใช้ตัดโลหะได้
3 ภู่กันขนาดใหญ่
4 คีมปากแหลม

วิธีทำ

ลอกลายที่ให้มาลงบนกระดาษแล้วตัดออกมาเป็นรูปแมลง จากนั้นนำไปปิดลงบนแผ่นกระป๋องทีได้ตัดเตรียมไว้แล้ว จัดให้ส่วนลำตัวให้ตรงกับบาร์โค๊ด (เพื่อให้เป็นลายที่ลำตัวแมลง) ติดด้วยเทปใสกันไม่ให้เลื่อน ใช้กรรไกรตัดออก ขั้นตอนนี้ต้องใจเย็นหน่อยครับ ใช้เวลาพอสมควร

 นำแมลงที่ตัดได้มาวางทาบลงบนปลายภู่กันด้านแหลมแล้วใช้นิ้วดัดให้โค้งลง ปลายหางจะต้องเรียวเล็กกว่าส่วนหัว จากนั้นก็ดัดปีกขึ้นมาเหนือกว่าลำตัว

ใช้คีมปากแหลมคัดหนวดให้โค้งเป็นเกลียว เก็บปลายหนวดให้เรียบร้อยด้วยครับเพราะค่อนข้างคม 

               อันนี้เป็นไอเดียเบี้องต้นในการทำตัวแมลง คุณอาจทำเป็นอย่างอื่นก็ได้ครับ ขอให้สนุกและได้ไอเดียแปลกๆเผื่อจะทำขายเป็นรายได้เสริมครับ

การทำเค้ก



ส่วนผสม:

  • แป้งเค้ก
  • ผลไม้อบแห้งที่ต้องการ
  • เนยรสจืด
  • น้ำตาลทรายแดง
  • นมจืด
  • เยมส้ม
  • เมล็ดมะม่วงหิมมะพานอบ
  • ไข่ไก่ 3 ฟอง
  • เกลือ
  • ผงฟู
  • น้ำฝึ้ง
  • เหล้ารำ
ขั้นตอนการทำ:
  1. ร่อนของแห้งทั้งหมดลงผสมให้เข้ากัน แป้งเค้ก+น้ำตาลทรายแดง+เกลือ+ผงฟู
  2. หั่นผลไม้อบแห้งชิ้นพอประมาณไม่ใหญ่เกิดไป
  3. หมักผลไม้อบแห้งด้วยเหล้ารำ
  4. ตีเนยด้วยความเร็วสูง จนกว่าเนยเริ่มจะขึ้นฟู ใส่ไข่ไก่ที่ละ 1 ฟอง ใส่น้ำผึ้งที่เตรียมไว้
  5. ลดความเร็วในการตี ใส่แป้งและนมสดลงไปที่ละนิด
  6. นำผลไม้รวมที่หมักไว้มาใส่ลงในแป้งที่ผสม(เหลือไว้บางส่วนไว้แต่งหน้า) คลุกให้เข้ากัน จากนั้นใส่เมล็ดมะม่วงหิมมะพานลงไป
  7. เตรียมพิมพ์โดยรองกระดาษไขเพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อเค้กติดกับพิมพ์
  8. โรยผลไม้อบที่เหลือไว้ด้านบน
  9. นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 180 องศา เป็นเวลา 40 นาที
  10. นำออกจากเตา โดยให้แกะกระดาษไขออกทันที พักทิ้งไว้ให้เย็น
  11. ตกแต่งหน้าเค้กด้วยแยมส้ม